งานวิจัยอ่านสนุกกว่าที่คิด

Research Drop · ฉบับที่ 002

เรือนร่างที่ไม่ยอมเงียบ: ผู้หญิงในนวนิยายของนาวัล เอ็ล ซัดดาวี

ในหลายสังคม ร่างกายของผู้หญิงถูกใช้เป็นเครื่องวัดเกียรติของครอบครัว ชุมชน และชาติ ท่าทาง การแต่งกาย ไปจนถึงความยาวของเส้นผม ล้วนมีคนอื่นมาช่วยกำหนด บทความวิชาการชิ้นหนึ่งในวารสารศาสตร์ ฉบับกันยายน–ธันวาคม 2569 พาเรื่องนี้ไปอ่านผ่านนวนิยายของนักเขียนหญิงชาวอียิปต์ แล้วถามต่ออีกขั้นว่า ถ้าร่างกายคือที่ที่อำนาจลงมือ มันจะกลายเป็นที่ที่ผู้หญิงเริ่มต่อรองกลับได้อย่างไร

งานชิ้นนี้สงสัยอะไร

ผู้วิจัยวางคู่เถียงไว้ที่สตรีนิยมตะวันตก ซึ่งตามข้อเสนอของบทความ มักเน้นเหตุผลเชิงนามธรรมจนมองข้ามอารมณ์และประสบการณ์ของผู้หญิงในประเทศโลกที่สาม ข้อนี้ปรากฏในบทคัดย่อและบทสรุป แต่เนื้อหาไม่ได้ยกงานสตรีนิยมตะวันตกชิ้นใดมาเทียบ จึงควรอ่านเป็นจุดยืนตั้งต้นของผู้วิจัย ไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์แล้ว

จุดที่ไม่ลงตัวอยู่ที่ตัวร่างกายเอง ร่างกายผู้หญิงถูกใช้วัดเกียรติของครอบครัว ชุมชน และชาติ มันจึงเป็นทั้งโซ่ที่ผูกผู้หญิงไว้ และเป็นสิ่งเดียวกับที่ผู้หญิงใช้เอาตัวเองกลับคืนมา คำถามของงานจึงเป็นว่า เรือนร่างสตรี (ร่างกายของผู้หญิงในฐานะพื้นที่ที่สังคมเขียนความหมายลงไป) ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่แห่งอำนาจและพื้นที่แห่งการต่อรองอย่างไร ในเรื่องเล่าของนาวัล เอ็ล ซัดดาวี แพทย์ นักเขียน และนักสตรีนิยมชาวอียิปต์

วิธีการศึกษา

บทความนี้เขียนโดยธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีพิมพ์ในวารสารศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 ในฐานะส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ แนวทางของงานคือการวิเคราะห์ตีความตัวบทวรรณกรรม

ตัวบทหลักคือนวนิยายสามเรื่อง ได้แก่ God Dies by the Nile, Memoirs of a Woman Doctor และ Woman at Point Zero อ่านประกอบกับอัตชีวประวัติของซัดดาวี (A Daughter of Isis และ Walking through Fire) และ The Hidden Face of Eve ทั้งหมดอ่านผ่านฉบับแปลภาษาอังกฤษ บทความไม่ได้บอกเกณฑ์การเลือกไว้ตรงๆ แต่แต่ละเรื่องดูจะแทนท่าทีของร่างกายคนละแบบ ท้าทาย ปฏิเสธ และเชื่อมโยง

กรอบที่ใช้อ่านคือสตรีนิยมประเทศโลกที่สาม (Third World feminism) ซึ่งมองว่าการกดขี่ผู้หญิงในประเทศที่เคยอยู่ใต้อำนาจอาณานิคมมาจากหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งระบบชายเป็นใหญ่ จารีตท้องถิ่น และมรดกอาณานิคม ผู้วิจัยใช้แนวคิดของ Katrak ว่าร่างกายผู้หญิงถูกจัดระเบียบผ่านจารีต ศาสนา และกฎหมาย และของ Alexander กับ Mohanty ว่าการปลดแอก (decolonization) ต้องอาศัยชุมชนผู้หญิง มโนทัศน์ที่ร้อยทั้งหมดไว้คือ เรือนร่างเป็นพื้นที่ที่สังคมเขียนความหมายลงไป และเจ้าของก็เขียนทับกลับได้

สิ่งที่ค้นพบ

พระเจ้าที่ถูกฝังริมแม่น้ำไนล์

ใน God Dies by the Nile “พระเจ้า” คือนายกเทศมนตรีประจำหมู่บ้าน ผู้อ้างศาสนาและศีลธรรมเพื่อควบคุมผู้หญิง เมื่อซากียะฆ่าเขาแล้วบอกว่าเธอฝังพระเจ้าไว้ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ ผู้วิจัยอ่านว่านี่คือการล้มความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจที่อ้างตนในนามพระเจ้า ไม่ใช่การปฏิเสธองค์อัลลอฮ์ในทางเทววิทยา ร่างกายที่ความรุนแรงเคยลงมือ กลายเป็นจุดที่ความเชื่อเริ่มถูกรื้อ

ผมยาวที่ถูกเรียกว่าเกียรติยศ

ใน Memoirs of a Woman Doctor แม่เรียกผมยาวว่า “เกียรติยศอันสูงสุด” ของผู้หญิง วันหนึ่งลูกสาวเดินเข้าร้านทำผมโดยไม่บอกแม่ แล้วตัดผมของตัวเอง เธอถูกตบอย่างแรง แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกถึงชัยชนะ เพราะความกลัวแม่หายไปแล้ว ผู้วิจัยอ่านการตัดผมว่าเป็นการประกาศว่าร่างกายเป็นของตน และชี้ว่าแม่ในเรื่องคือตัวแทนของการส่งต่อความเชื่อเหล่านี้

ความเจ็บที่กลายเป็นสายสัมพันธ์

ใน Woman at Point Zero เฟอร์ดอสถูกภรรยาของลุงขายไปแต่งงาน ผู้วิจัยบันทึกว่าเหตุการณ์นี้เผยบทบาทของผู้หญิงเองในการส่งต่อโครงสร้างที่กดขี่เพศเดียวกัน จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อชารีฟาใช้การสัมผัสและภาษากายทำให้เฟอร์ดอสกล้าเล่าอดีต ความเจ็บส่วนตัวจึงกลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง

ผู้วิจัยยอมรับว่าการต่อรองด้วยการเพิ่มราคาของตัวเองยังอยู่ในกรอบเดิม และชัยชนะที่แท้จริงอาจอยู่ที่การล้มโครงสร้าง ซึ่งยากจะแยกจากความรุนแรง ผู้วิจัยยังเสนอว่าชุมชนผู้หญิงในตัวบทอาจขยายไปเป็นแรงของการเคลื่อนไหวนอกตัวบท ข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนการอนุมาน ยังไม่มีหลักฐานจากผู้อ่านหรือขบวนการจริง

สิ่งที่ค้นพบมีความสำคัญอย่างไร

ต่อวงวิชาการ งานนี้พาการอ่านร่างกายในงานของซัดดาวี ซึ่งเคยมีผู้ศึกษาผ่านอัตชีวประวัติของเธอ ไปถึงตัวนวนิยาย และข้อค้นพบข้อสามดูจะเติมมิติที่การมองร่างกายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างเดียวจับไม่ได้ คือความเจ็บที่เชื่อมผู้หญิงเข้าหากัน

ต่อสังคมและผู้อ่าน ข้อค้นพบข้อสองกับข้อสามให้เครื่องมือที่หยิบไปใช้ได้ทันที เมื่อร่างกายส่วนใดถูกผูกไว้กับเกียรติของครอบครัว ใครเป็นคนผูก และเชือกเส้นนั้นถูกส่งผ่านมือใครมาบ้าง ในเรื่องเล่าที่งานอ่าน มือที่ส่งกฎมาถึงตัวละครคือแม่และภรรยาของลุง คำถามเดียวกันนี้ใช้ได้กับทุกคำทักเรื่องทรงผม รูปร่าง หรือการแต่งตัวของผู้หญิง

เมื่อวางข้อค้นพบทั้งสามเรียงกัน AcadeMag สังเกตว่าในการอ่านของผู้วิจัย จุดสูงสุดของทุกเรื่องคือจังหวะที่ร่างกายกลายเป็นถ้อยคำ ซากียะประกาศ เฟอร์ดอสเล่า ซัดดาวีเขียน อำนาจที่บทความเฉลิมฉลองจึงอาจเป็นอำนาจของการเล่า มากพอๆ กับอำนาจของร่างกาย

งานชิ้นนี้ควรถูกอ่านตอนนี้ เพราะข้อค้นพบทั้งสามชวนให้เปลี่ยนจากการสงสารผู้หญิงที่ถูกกระทำ ไปสู่การฟังว่าร่างกายที่เจ็บนั้นกำลังพูดอะไร และพูดกับใคร

หากต้องการศึกษาเพิ่มจากงานชิ้นนี้

บทสรุปของบทความไม่มีส่วนข้อจำกัดหรือข้อเสนอแนะ ทางเดินต่อด้านล่างจึงงอกจากข้อสงวนที่ผู้วิจัยเขียนไว้กลางเนื้อหา และข้อสังเกตของ AcadeMag

ผู้หญิงที่ส่งต่อกฎอยู่ตรงไหนในชุมชนผู้หญิง

ทางแรกคือการขยายขอบเขตจากตัวบทชุดเดิม ผู้วิจัยบันทึกบทบาทของแม่และภรรยาของลุงในการส่งต่อโครงสร้างที่กดขี่ แต่ยังไม่ได้คลี่ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้อยู่ตรงไหนใน “ชุมชนผู้หญิง” ที่บทความเสนอ AcadeMag มองว่าตัวบทชุดเดิมตอบได้ว่า พวกเธอเป็นผู้กดขี่ หรือเหยื่ออีกชั้นหนึ่ง

จากเสียงในตัวบทสู่การเคลื่อนไหวจริง

ทางที่สองคือการขยายออกนอกตัวบท ผู้วิจัยยกการก่อตั้ง The Arab Woman Solidarity Association ในปี 1985 เป็นตัวอย่าง และระบุเองว่าสมาคมนี้ไม่ได้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากงานวรรณกรรมของซัดดาวี AcadeMag เห็นว่าช่องว่างนี้ตอบได้ด้วยการศึกษาผู้อ่านจริง ผู้หญิงที่อ่านซัดดาวีจำตัวเองได้ในเรื่องเล่าเหล่านี้ และรวมตัวกันจากการอ่านนั้นจริงหรือไม่

อ่านซ้ำกับภาษาอาหรับต้นฉบับ

ทางที่สามคือการทำซ้ำในอีกภาษา การอ่านเชิงสัญลักษณ์ เช่น เส้นผมในฐานะมงกุฎของผู้หญิง ทำบนฉบับแปลภาษาอังกฤษ AcadeMag สังเกตว่าภาพเปรียบนั้นอาจมาจากต้นฉบับหรือจากผู้แปลก็ได้ การอ่านซ้ำกับต้นฉบับภาษาอาหรับจะบอกได้ว่าข้อค้นพบข้อใดยืนได้โดยไม่พึ่งการแปล

และถ้าการต่อรองด้วยร่างกายภายในกรอบเดิมยังไม่นับเป็นชัยชนะที่แท้จริง การเอาร่างกายคืนมาโดยไม่ต้องจ่ายด้วยความรุนแรง จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ในหลายสังคม ร่างกายของผู้หญิงถูกใช้เป็นเครื่องวัดเกียรติของครอบครัว ชุมชน และชาติ ท่าทาง การแต่งกาย ไปจนถึงความยาวของเส้นผม ล้วนมีคนอื่นมาช่วยกำหนด บทความวิชาการชิ้นหนึ่งในวารสารศาสตร์ ฉบับกันยายน–ธันวาคม 2569 พาเรื่องนี้ไปอ่านผ่านนวนิยายของนักเขียนหญิงชาวอียิปต์ แล้วถามต่ออีกขั้นว่า ถ้าร่างกายคือที่ที่อำนาจลงมือ มันจะกลายเป็นที่ที่ผู้หญิงเริ่มต่อรองกลับได้อย่างไร

งานชิ้นนี้สงสัยอะไร

ผู้วิจัยวางคู่เถียงไว้ที่สตรีนิยมตะวันตก ซึ่งตามข้อเสนอของบทความ มักเน้นเหตุผลเชิงนามธรรมจนมองข้ามอารมณ์และประสบการณ์ของผู้หญิงในประเทศโลกที่สาม ข้อนี้ปรากฏในบทคัดย่อและบทสรุป แต่เนื้อหาไม่ได้ยกงานสตรีนิยมตะวันตกชิ้นใดมาเทียบ จึงควรอ่านเป็นจุดยืนตั้งต้นของผู้วิจัย ไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์แล้ว

จุดที่ไม่ลงตัวอยู่ที่ตัวร่างกายเอง ร่างกายผู้หญิงถูกใช้วัดเกียรติของครอบครัว ชุมชน และชาติ มันจึงเป็นทั้งโซ่ที่ผูกผู้หญิงไว้ และเป็นสิ่งเดียวกับที่ผู้หญิงใช้เอาตัวเองกลับคืนมา คำถามของงานจึงเป็นว่า เรือนร่างสตรี (ร่างกายของผู้หญิงในฐานะพื้นที่ที่สังคมเขียนความหมายลงไป) ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่แห่งอำนาจและพื้นที่แห่งการต่อรองอย่างไร ในเรื่องเล่าของนาวัล เอ็ล ซัดดาวี แพทย์ นักเขียน และนักสตรีนิยมชาวอียิปต์

วิธีการศึกษา

บทความนี้เขียนโดยธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีพิมพ์ในวารสารศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 ในฐานะส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ แนวทางของงานคือการวิเคราะห์ตีความตัวบทวรรณกรรม

ตัวบทหลักคือนวนิยายสามเรื่อง ได้แก่ God Dies by the Nile, Memoirs of a Woman Doctor และ Woman at Point Zero อ่านประกอบกับอัตชีวประวัติของซัดดาวี (A Daughter of Isis และ Walking through Fire) และ The Hidden Face of Eve ทั้งหมดอ่านผ่านฉบับแปลภาษาอังกฤษ บทความไม่ได้บอกเกณฑ์การเลือกไว้ตรงๆ แต่แต่ละเรื่องดูจะแทนท่าทีของร่างกายคนละแบบ ท้าทาย ปฏิเสธ และเชื่อมโยง

กรอบที่ใช้อ่านคือสตรีนิยมประเทศโลกที่สาม (Third World feminism) ซึ่งมองว่าการกดขี่ผู้หญิงในประเทศที่เคยอยู่ใต้อำนาจอาณานิคมมาจากหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งระบบชายเป็นใหญ่ จารีตท้องถิ่น และมรดกอาณานิคม ผู้วิจัยใช้แนวคิดของ Katrak ว่าร่างกายผู้หญิงถูกจัดระเบียบผ่านจารีต ศาสนา และกฎหมาย และของ Alexander กับ Mohanty ว่าการปลดแอก (decolonization) ต้องอาศัยชุมชนผู้หญิง มโนทัศน์ที่ร้อยทั้งหมดไว้คือ เรือนร่างเป็นพื้นที่ที่สังคมเขียนความหมายลงไป และเจ้าของก็เขียนทับกลับได้

สิ่งที่ค้นพบ

พระเจ้าที่ถูกฝังริมแม่น้ำไนล์

ใน God Dies by the Nile “พระเจ้า” คือนายกเทศมนตรีประจำหมู่บ้าน ผู้อ้างศาสนาและศีลธรรมเพื่อควบคุมผู้หญิง เมื่อซากียะฆ่าเขาแล้วบอกว่าเธอฝังพระเจ้าไว้ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ ผู้วิจัยอ่านว่านี่คือการล้มความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจที่อ้างตนในนามพระเจ้า ไม่ใช่การปฏิเสธองค์อัลลอฮ์ในทางเทววิทยา ร่างกายที่ความรุนแรงเคยลงมือ กลายเป็นจุดที่ความเชื่อเริ่มถูกรื้อ

ผมยาวที่ถูกเรียกว่าเกียรติยศ

ใน Memoirs of a Woman Doctor แม่เรียกผมยาวว่า “เกียรติยศอันสูงสุด” ของผู้หญิง วันหนึ่งลูกสาวเดินเข้าร้านทำผมโดยไม่บอกแม่ แล้วตัดผมของตัวเอง เธอถูกตบอย่างแรง แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกถึงชัยชนะ เพราะความกลัวแม่หายไปแล้ว ผู้วิจัยอ่านการตัดผมว่าเป็นการประกาศว่าร่างกายเป็นของตน และชี้ว่าแม่ในเรื่องคือตัวแทนของการส่งต่อความเชื่อเหล่านี้

ความเจ็บที่กลายเป็นสายสัมพันธ์

ใน Woman at Point Zero เฟอร์ดอสถูกภรรยาของลุงขายไปแต่งงาน ผู้วิจัยบันทึกว่าเหตุการณ์นี้เผยบทบาทของผู้หญิงเองในการส่งต่อโครงสร้างที่กดขี่เพศเดียวกัน จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อชารีฟาใช้การสัมผัสและภาษากายทำให้เฟอร์ดอสกล้าเล่าอดีต ความเจ็บส่วนตัวจึงกลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง

ผู้วิจัยยอมรับว่าการต่อรองด้วยการเพิ่มราคาของตัวเองยังอยู่ในกรอบเดิม และชัยชนะที่แท้จริงอาจอยู่ที่การล้มโครงสร้าง ซึ่งยากจะแยกจากความรุนแรง ผู้วิจัยยังเสนอว่าชุมชนผู้หญิงในตัวบทอาจขยายไปเป็นแรงของการเคลื่อนไหวนอกตัวบท ข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนการอนุมาน ยังไม่มีหลักฐานจากผู้อ่านหรือขบวนการจริง

ดังนั้น คำกล่าวสุดท้ายของซากียะจึงไม่ใช่เพียงคำพูดแห่งการปลดปล่อยตนเอง แต่คือการประกาศการเขียนเรื่องเล่าชุดใหม่ที่เธอใช้เรือนร่างของตนเองเป็นหมึก และใช้อำนาจของตนเองเป็นปากกา

รามพิพัฒน์ธำรงค์ (2569), น. 73

อภิธานศัพท์

เรือนร่างสตรี female body — ร่างกายของผู้หญิงในฐานะพื้นที่ที่สังคมเขียนความหมายลงไป และเจ้าของเขียนทับกลับได้

สตรีนิยมประเทศโลกที่สาม Third World feminism — สตรีนิยมที่ตั้งต้นจากประสบการณ์ของผู้หญิงในประเทศที่เคยอยู่ใต้อำนาจอาณานิคม ซึ่งถูกกดทับหลายชั้นพร้อมกัน

การปลดแอก decolonization — การหลุดออกจากกรอบคิดที่อำนาจอาณานิคมและจารีตวางไว้ ไม่ใช่แค่หลุดจากการปกครอง

สิ่งที่ค้นพบมีความสำคัญอย่างไร

ต่อวงวิชาการ งานนี้พาการอ่านร่างกายในงานของซัดดาวี ซึ่งเคยมีผู้ศึกษาผ่านอัตชีวประวัติของเธอ ไปถึงตัวนวนิยาย และข้อค้นพบข้อสามดูจะเติมมิติที่การมองร่างกายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างเดียวจับไม่ได้ คือความเจ็บที่เชื่อมผู้หญิงเข้าหากัน

ต่อสังคมและผู้อ่าน ข้อค้นพบข้อสองกับข้อสามให้เครื่องมือที่หยิบไปใช้ได้ทันที เมื่อร่างกายส่วนใดถูกผูกไว้กับเกียรติของครอบครัว ใครเป็นคนผูก และเชือกเส้นนั้นถูกส่งผ่านมือใครมาบ้าง ในเรื่องเล่าที่งานอ่าน มือที่ส่งกฎมาถึงตัวละครคือแม่และภรรยาของลุง คำถามเดียวกันนี้ใช้ได้กับทุกคำทักเรื่องทรงผม รูปร่าง หรือการแต่งตัวของผู้หญิง

เมื่อวางข้อค้นพบทั้งสามเรียงกัน AcadeMag สังเกตว่าในการอ่านของผู้วิจัย จุดสูงสุดของทุกเรื่องคือจังหวะที่ร่างกายกลายเป็นถ้อยคำ ซากียะประกาศ เฟอร์ดอสเล่า ซัดดาวีเขียน อำนาจที่บทความเฉลิมฉลองจึงอาจเป็นอำนาจของการเล่า มากพอๆ กับอำนาจของร่างกาย

งานชิ้นนี้ควรถูกอ่านตอนนี้ เพราะข้อค้นพบทั้งสามชวนให้เปลี่ยนจากการสงสารผู้หญิงที่ถูกกระทำ ไปสู่การฟังว่าร่างกายที่เจ็บนั้นกำลังพูดอะไร และพูดกับใคร

หากต้องการศึกษาเพิ่มจากงานชิ้นนี้

บทสรุปของบทความไม่มีส่วนข้อจำกัดหรือข้อเสนอแนะ ทางเดินต่อด้านล่างจึงงอกจากข้อสงวนที่ผู้วิจัยเขียนไว้กลางเนื้อหา และข้อสังเกตของ AcadeMag

ผู้หญิงที่ส่งต่อกฎอยู่ตรงไหนในชุมชนผู้หญิง

ทางแรกคือการขยายขอบเขตจากตัวบทชุดเดิม ผู้วิจัยบันทึกบทบาทของแม่และภรรยาของลุงในการส่งต่อโครงสร้างที่กดขี่ แต่ยังไม่ได้คลี่ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้อยู่ตรงไหนใน “ชุมชนผู้หญิง” ที่บทความเสนอ AcadeMag มองว่าตัวบทชุดเดิมตอบได้ว่า พวกเธอเป็นผู้กดขี่ หรือเหยื่ออีกชั้นหนึ่ง

จากเสียงในตัวบทสู่การเคลื่อนไหวจริง

ทางที่สองคือการขยายออกนอกตัวบท ผู้วิจัยยกการก่อตั้ง The Arab Woman Solidarity Association ในปี 1985 เป็นตัวอย่าง และระบุเองว่าสมาคมนี้ไม่ได้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากงานวรรณกรรมของซัดดาวี AcadeMag เห็นว่าช่องว่างนี้ตอบได้ด้วยการศึกษาผู้อ่านจริง ผู้หญิงที่อ่านซัดดาวีจำตัวเองได้ในเรื่องเล่าเหล่านี้ และรวมตัวกันจากการอ่านนั้นจริงหรือไม่

อ่านซ้ำกับภาษาอาหรับต้นฉบับ

ทางที่สามคือการทำซ้ำในอีกภาษา การอ่านเชิงสัญลักษณ์ เช่น เส้นผมในฐานะมงกุฎของผู้หญิง ทำบนฉบับแปลภาษาอังกฤษ AcadeMag สังเกตว่าภาพเปรียบนั้นอาจมาจากต้นฉบับหรือจากผู้แปลก็ได้ การอ่านซ้ำกับต้นฉบับภาษาอาหรับจะบอกได้ว่าข้อค้นพบข้อใดยืนได้โดยไม่พึ่งการแปล

และถ้าการต่อรองด้วยร่างกายภายในกรอบเดิมยังไม่นับเป็นชัยชนะที่แท้จริง การเอาร่างกายคืนมาโดยไม่ต้องจ่ายด้วยความรุนแรง จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

งานวิจัยต้นฉบับ

เรือนร่างสตรีในฐานะพื้นที่แห่งอำนาจและการต่อรองในเรื่องเล่าของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี

ผู้เขียน
ธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์
ปี
2569
ตีพิมพ์ใน
วารสารศาสตร์, 19(3), 54–97

อ้างอิงงานนี้ธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์ (2569). เรือนร่างสตรีในฐานะพื้นที่แห่งอำนาจและการต่อรองในเรื่องเล่าของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี. วารสารศาสตร์, 19(3), 54–97. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/299641

อ่านต้นฉบับ (เปิดในแท็บใหม่)

ผู้เขียน

admin

อ่าน 14 นาที